VDO Training BASIC JAVA Programming

ปูพื้นฐานของภาษา JAVA เรียนรู้ด้วยตัวเอง

JAVA-001-ทำความรู้จัก JAVAคืออะไร
JAVA-002-ทำความรู้ JDK
JAVA-003-JVMคืออะไร
JAVA-004-ทำความรู้จักJ2EE
JAVA-005-ทำความรู้จักJ2SE
JAVA-006-ทำความรู้จักJ2ME
JAVA-007-ข้อดีและข้อเสีย
JAVA-008-ตอนทำความรู้จัก-JAVA-IDE
JAVA-009-ตอน Download-Netbean-IDE
JAVA-010-ตอน ติดตั้ง NetBean
JAVA-011-ตอน ติตตั้ง JDK
JAVA-012-ทดลองใช้ NetBean
JAVA-013-ทดลองเขียนโปรแกรมแรก
JAVA-014-ทำความรู้จัก Class
JAVA-015-ทำความรู้จักเมธอด Main
JAVA-016-เกริ่นนำพื้นฐานJAVA
JAVA-017-เกริ่นนำ Command
JAVA-018-หลักการตั้งชื่อVariable
JAVA-019-ทำความรู้จัก Keyword
JAVA-020-เกริ่นนำ DataType
JAVA-021-ข้อมูลชนิด-Int
JAVA-022-ตัวอย่างโปรแกรมข้อมูลชนิด-Int
JAVA-023-ข้อมูลชนิด-Char
JAVA-024-ตัวอย่างโปรแกรมข้อมูลชนิด-Char
JAVA-025-ข้อมูลชนิด-String
JAVA-026-ตัวอย่างโปรแกรมข้อมูลชนิด-String
JAVA-027-ข้อมูลชนิด-Boolean
JAVA-028-ตัวอย่างโปรแกรมข้อมูลชนิด-boolean
JAVA-029-ข้อมูลชนิด-Double
JAVA-031-ทำความรู้จักOperator
JAVA-032-ตัวอย่างโปรแกรมดำเนินการคณิตศาสตร์
JAVA-033-ทำความรู้จัก-ComprationOperator
JAVA-034-ตัวอย่างโปรแกรมComparation
JAVA-035-ทำความรู้จักLogical-Operator
JAVA-036-ตัวอย่างโปรแกรมAND
JAVA-037-ตัวอย่างโปรแกรมNOT
JAVA-038-ทำความรู้จักลำดับความสำคัญ
JAVA-039-ทำความรู้จักตัวแปรเพิ่มลดค่า
JAVA-040-ตัวอย่างโปรแกรม INC DEC
JAVA-041-ทำความรู้จักArray
JAVA-042-การสร้างArray
JAVA-043-ตัวอย่างโปรแกรมArray
JAVA-044-ทำความรู้จักการตัดสินใจDecison
JAVA-045-ทำความรู้จัก IF1ทิศทาง
JAVA-046-ตัวอย่างโปรแกรมIF-1ทิศทาง
JAVA-047-ทำความรู้จัก IF 2ทิศทาง
JAVA-048-ตัวอย่างโปรแกรม IF2ทิศทาง
JAVA-049-ทำความรุ้จัก Ifแบบหลายทิศทาง
JAVA-050-ตัวอย่างโปรแกรม if-MutipleWay
JAVA-051-ตัวอย่างโปรแกรม if-MutipleWay2
JAVA-052-ทำความรู้จัก Switch-CASE
JAVA-053-ตัวอย่างโปรแกรม Switch-Case
JAVA-054-ทำความรู้จัก Iteration-Loop
JAVA-055-ทำความรู้จัก for
JAVA-056-ตัวอย่างโปรแกรม For
JAVA-057-ทำความรู้จัก While
JAVA-058-ตัวอย่างโปรแกรมWhile
Java-059-ทำความรู้จักDo While
JAVA-060-ตัวอย่างโปรแกรม Do-While
JAVA-061-ทำความรู้จัก OOP1
JAVA-062-ทำตวามรู้จัก OOP2
JAVA-063-ทำตวามรู้จัก OOP3
JAVA-064-ทำตวามรู้จัก OOP4
JAVA-065-ทำตวามรู้จัก OOP5
JAVA-066-ทำตวามรู้จัก OOP6
JAVA-067-ทำตวามรู้จัก OOP7
JAVA-068-ทำตวามรู้จัก OOP8
JAVA-069-หลักการสร้างCalss
JAVA-070-หลักการสร้างAttribute
JAVA-071-หลักการสร้างMethod
JAVA-072-หลักการสร้างObject
JAVA-073-ทำความรู้จักตัวแปร Class-Object
JAVA-074-ทำความรู้จักประเภทการรับส่งข้อมูล Method
JAVA-075-ทำความรู้จักAbstract-Class
JAVA-076-การกำหนด class Interface
JAVA-077-การเข้าตัวแปรใน superclass
JAVA-078-คำสั่ง extrends
JAVA-079-คำสั่งThis-คำสั่งSuper
JAVA-080-ทำความรู้จัก Package
JAVA-081-ทำความรู้จัก Import
JAVA-082-Pacakge-Lang
JAVA-083-Pacakge-Lang-number
JAVA-084-Package-AWT
JAVA-085-Package-Bean
JAVA-086-Package-Math
JAVA-087-Package-UTIL
JAVA-088-Package-JDBC
JAVA-089-PackageJAVA-NET
JAVA-090-Package-IO
JAVA-091-ตัวอย่าง Stream
JAVA-092-ทำความรู้จักByte-Stream
JAVA-093-ทำความรู้จักBuffer-Byte-Stream
JAVA-094-ทำความรู้จักCharacter-buffer-stream
JAVA-095-ทำความรู้จักCharacter-Stream
JAVA-096-ทำความรู้จักEvent
JAVA-097-ทำความรู้จักEvent2
JAVA-098-ทำความรู้จักEvent3
JAVA-099-ตัวอย่างJAVA-AWT
JAVA-100-ตัวอย่างJAVA-Net

ราคาเพียง 200 บาทรวมค่าส่ง EMS แล้วครับ

สั่งซื้อได้ที่นี่ เท่านั้น

พื้นฐาน การเขียนโปรแกรมด้วย java

โครงสร้างพื้นฐานของภาษา JAVA

ภาษา JAVA จะมีแนวคิดเชิงการเขียนโปรแกรม เชิงวัตถุ
โปรแกรมจะเริ่มจากการสร้าง Class ขึ้นมาก่อน จากนั้นจะเขียนคำสั่งต่างๆลงไป
เรามาดู โครงสร้างพื้นฐานของภาษา JAVA ดังนี้
1 - public class Test {
2- public static void main(String[] args){
3- System.out.println("First Line");
4- }
5- }

1- ในการสร้างชื่อ class จะต้องเป็นชื่อเดียวกับโปรแกรม
โดยจะบันทึกโปรแกรมชื่อ Test.java
โปรแกรมจะเริ่มต้นด้วย public
ตามด้วยชื่อ class



2-จะเป็น method ของ class โดยใช้คำว่า main เพื่อบอกว่าเป็น method หลัก
การเขียน method จะเริ่มต้นด้วยคำว่า public เช่นกัน
แล้วตามด้วย static เพื่อแสดงให้เห็นว่า โปรแกรมนี้สามารถสร้างขึ้นโดยไม่ต้องสร้าง object
ส่วนคำว่า void คือ การที่เมธอดนี้จะไม่ทำการส่งค่ากลับ หลังจากที่เมธอดนี้ทำงาน
ส่วนใน (String[] args) เรียกว่า อาร์กิวเมนต์ ใช้สำหรับส่งข้อมูลเข้ามาในเมธอด


การเรียกใช้เมธอดที่บรรจุอยู่ใน object ต่างๆ จะเรียกใช้ เครื่องหมายจุดในการอ้างอิงถึง

out ก็คือ object ที่ถูกเก็บใน class system
println ก็คือเมธอด ของ object out โดยจะทำการแสดง data หรือว่าผลลัพธ์ ออกจากทางจอภาพ

System(class).out(object).println(method) ("First Line") (data);



ตัวอย่างที่ 2
public class String01 {
public static void main(String[] args){
String name="prasansoft";
System.out.println(name);
  }
}



ข้อมูล String ในภาษา java จะมองข้อมูลแบบ reference หรือมองแบบอ้างอิง
การเก็บข้อมูลลงในตัวแปร จะไม่เก็บลงในหน่วยความจำจริงๆ
แต่จะเป็นการอ้างไปยังหน่วยความจำที่ เก็บ String นั้นอยู่

String(ชื่อ class) name(ชื่อ ตัวแปรbject )="prasansoft";

ตัวอย่างที่ 3

public class String01 {
public static void main(String[] args){
String name="prasansoft";
System.out.println(name);
int stringSize;
stringSize = name.length();
System.out.println(stringSize);
}
}




จากตัวอย่างนี้ String(ชื่อ class) name(ชื่อ ตัวแปรbject )="prasansoft";

stringSize = name(ชื่อ object).length()(ชื่อ เมธอด);





ตัวอย่างของการเขียน java เพื่อที่จะให้รับข้อมูลจาก keybaord แสดงผลออกทางจอภาพ
การรับข้อมูลจะใช้ object class scanner โดยเริ่มจากการประกาศตัวแปร object เพื่อรับข้อมูลทาง keybord

ตัวแปร ojbect = new ชื่อ class(อาร์กิวเม้นต์)

import java.util.Scanner; // เรียก class scnner มาใช้งาน
public class TestScan { // สร้าง class ใหม่ ชื่อว่า Class testscan
public static void main(String[]args){ // ประกาศเมธอด main ของ class testscan
int x,y; // ประกาศตัวแปร x,y
Scanner in = new Scanner(System.in); // สร้าง Object in จาก class scanner
System.out.println("Input number 1: ");
x = in.nextInt(); // รับตัวแปรมาเก็บใน x
System.out.println("Input number 2: ");
y = in.nextInt(); // รับตัวแปรมาเก็บใน y
System.out.println(x + y);
  }
}




ตัวอย่าง การคำนวณจำนวนชั่วดมงการทำงานกับค่าจ้างด้วย JAVA

import java.util.Scanner;
public class TestPay {
public static void main(String[]args){
String name;
int hours;
double payRate;
double grossPay;
Scanner keyboard = new Scanner(System.in);
System.out.println("Enter you name :");
name = keyboard.nextLine();
System.out.println("Enter Hours :");
hours = keyboard.nextInt();
System.out.println("Enter pay rate :");
payRate = keyboard.nextDouble();
grossPay = hours * payRate ;
System.out.println("---Result----" + grossPay);
  }
}



ตัวอย่าง การใช้เมธอด read ใน class system โดยจะเรียก package java.io มาทำงาน
รับข้อมูลทีละ 1 ตัวอักษรแล้วนำมาแสดงผล ใช้ throws IOException ต่อจาก method main


import java.io.*;
public class TestRead {
public static void main(String[]args)
throws IOException{
char ch;
System.out.println("Enter :");
ch =(char)System.in.read();
System.out.println("Key :"+ch);
 }
}


เมธอด Method คืออะไร??



ในการเขียนโปรแกรมที่มีขนาดใหญ่ หรือมีความซับซ้อนมากขึ้น
จะต้องมีการแบ่งโปรแกรมหรือชุดคำสั่ง ออกเป็นส่วนๆ
โดยให้แต่ละส่วน ประกอบด้วยคำสั่งย่อยๆ ซึ่งทำให้แต่ละชุดคำสั่ง ที่แบ่งออกมาทำงานในหน้าที่ ที่แตกต่างกัน
การแบ่งโปรแกรม ออกเป็นส่วนๆ นี้เรียกว่า Method
แต่ละส่วนก็จะแบ่งการทำงาน ซึ่งเมธอดบางตัวก็จะมีการคืนค่าได้และไม่คืนค่า สามารถกำหนดได้เช่นเดียวกัน


ตัวอย่างของโครงสร้างและเมธอด???


public class {
public static void main(String[] args){
statement;
statement;
METHOD 2
statement;
statement;
METHOD 3
statement;
statement;
  }
}

เมธอด สามารถที่จะสร้างขึ้นได้เอง และเมธอดที่มีให้ใช้งานอยู่แล้ว
สามารถรวม method ขึ้นมาเป็น package ภายหลังได้ด้วย


โครงสร้างและเมธอด???



โปรแกรมทุกโปรแกรมจะต้องมี เมธอดที่ชื่อว่า Main ซึ่งถือว่าเป็น method หลักของโปรแกรม
ในเมธอดทั่วๆไปจะประกอบไป 2 ส่วนคือ Head และ Body

Header --------> public static void main(String[]args)

Body ----------> {
System.out.println();
}

รูปแบบของ method
Modifire Return_Type Method Name(parameter list)

Modifire คือ ส่วนที่บอกว่า method นี้เรียกใช้งานได้ระดับใด

Return_Typ คือ เมธอดนี้จะมีการส่งค่ากลับมาหรือไม่ถ้ามีจะค่ากลับเป็นประเภทใด ถ้าไม่มีจะกำหนดเป็น Void

Method Name คือ ชื่อของ method เป็นไปตามหลักการตั้งชื่อของ เมธอด

parameter คือ ตัวที่ใช้ส่งข้อมูลเข้าไปใน method


return คือ ส่วนที่ใช้ส่งค่ากลับมาให้กับ method



เมธอดมีกี่ประเภท ??


มี 3 ประเภทได้แก่

Static method : เป็นเมธอดที่ใช้คำว่า static นำหน้า สามารถเรียกขึ้นมาใช้งานได้ทันที โดยไม่ต้องสร้าง object ใหม่

Instance method : เป็นเมธอดที่ไม่มีคำว่า static นำหน้า การใช้งานก็จะต้องสร้าง object ขึ้นมาก่อน

Overloading method : เป้นเมธอดหลายๆ เมธอดที่มีชื่อซ้ำกัน เดียวกันแต่ มีจำนวน parameter ที่ต่างกัน



ตัวอย่างการเรียก method


public class CallMethod {
public static void main(String[]args){
System.out.println("---- detail in Main method ----");
display();
System.out.println("-----Back to Main method-------");
}
public static void display(){
System.out.println("-----Method display-------");
 }
}



การสร้าง Method และการเรียก Method ซ้อนๆกันได้หรือไม่ ??



เราสามารถสร้างเมธอด และสามารถเรียกใช้งาน method จาก method ย่อยๆ ได้ตัวอย่างเช่น

public class Deep1 {
  public static void main(String[]args){
System.out.println("detail Main");
Deep2();
System.out.println("Back to Main");
}
public static void Deep2(){
System.out.println("detail Deep2");
Deep3();
System.out.println("Back to Deep2");
}
public static void Deep3(){
System.out.println("detail Deep3");
  }
}



ทดลองสร้าง class ในภาษา JAVA



public class TestClass {
private double length;
private double width;
public void setLength(double len)
  {
  length=len;
  }
  }



สร้าง Object จาก class ต้นแบบ



public class TestObject {
  public static void main(String[]args){
TestClass Object1=new TestClass();
System.out.println("Test Send 10");
Object1.setLength(10.0);
System.out.println("Done");
  }
}

ติดตามตัวอย่างต่างๆ อีกมามายใน DVD Training JAVA Programming ที่นี่ แน่นอน


import java.awt.*;
import javax.swing.*;
public class MyJLabel {
public static void main(String[]args){
JFrame f = new JFrame("JFrame");
JLabel l = new JLabel("JLabel");
Container cp = f.getContentPane();
cp.add(l);
f.setSize(200,50);
f.setVisible(true);
  }
}